ยินดีต้อนรับเข้าสู่ jokergameth.com
ค้นหาข้อมูลใน jokergameth.com
หน้าแรก สั่งซื้อสินค้า
กระดานพูดคุย เกี่ยวกับเรา




เว็บไซต์เราจะอยู่ไม่ได้หากขาดเขาเหล่านี้ รวมช่วยกันสนับสนุนสปอนเซอร์ของพวกเรา

colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์ สนับสนุนเว็บไซต์ กางเกงเล Joker Game Official Fanpage บล็อคสาวไฮโซ เล่นเกมแล้วได้เงิน ลงโฆษณา
ให้เช่า Colocation
บริจาค Bitcoin
กางเกงเล
Jokergame Facebook
บล็อคสาวไฮโซ
จ้างให้เล่นเกม

นอกเรื่อง นอกบอร์ด ไร้สาระ หรือ สาระก็รวมกันตรงนี้

ประสบการณ์อบรมสำหรับใบ กว. ครับ

Rate this Entry
เนื่องจากว่าช่วงวันที่ 25-26 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปฟังบรรยาย และ สอบอบรมของทางสภาวิศวกรครับ เนื่องจากว่าเป็นครั้งแรกที่ผมจะต้องทำใบประกอบวิชาชีพทางวิศวกรรม ซึ่งเราจะรู้จักคุ้นหูดี เรียกว่าใบ กว. ครับ ซึ่งก่อนจะอบรมนั้น ผมต้องไปสอบวัดความรู้พื้นฐานที่สภามาก่อน โดยแบ่งเป็นวิชาพื้นฐาน และ วิชาทางสายอาชีพที่เรียนมาครับ ถ้าสอบผ่านแล้วต่อมา ก็ต้องมาสอบอบรม พวกเรื่องที่วิศวกรควรรู้เช่น สอบพวกจรรยาบรรณ ความปลอดภัยครับ

ถ้าสอบผ่านพวกนี้หมด คุณก็จะได้ใบประกอบวิชาชีพวิศวกรควบคุมครับ ที่ต้องมีควบคุม เพราะ คุณต้องใช้วิชาความรู้พวกนี้ ในการควบคุมดูแลการทำงานต่างๆ ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และ ความปลอดภัยของบุคคลทั่วไปครับ

วันที่ 25/08/2011

การอบรมนั้น เราต้องมาลงทะเบียนตั้งแต่ 7.30-8.00 น.ครับผม ซึ่งครั้งนี้นั้นจัดนอกสถานที่ ซึ่งไม่ใช่ที่ของสภาวิศวกร ไอผมก็อยู่ฝั่งธนกว่าจะมาถึงก็ใกล้ๆ 8 โมง เพราะว่า สถานที่อบรมนั้น อยู่แถวประตูน้ำ ชื่อ โรงแรมอินทรารีเจ้นท์ ซึ่งไม่ใช่เส้นทางที่ผมคุ้นเคย ผมก็เลยต้องหวัง Taxi แต่ทว่า ตอนผมขึ้น Taxi มา Taxi ถามผมว่า "ไปทางไหนดีครับ" ไอเราก็คิดในใจ "ถ้าตูรู้ทาง ตูไม่เรียก Taxi หรอกเฟ้ย - -" ผมก็บอกไปตามปกติ เอาเส้นทางที่สะดวก ผมก็เออออไป แต่นั่นล่ะน้า ถึงได้มารู้อีกทีว่า Taxi มันขับอ้อม อ้อมซะค่า Taxi ขนาดที่วันต่อมายังไม่คิดอยากจะนั่งเลย เลยอยากจะเตือนทุกคนไว้ครับ อยากจะขึ้น Taxi ศึกษาทางให้ดีก่อน เดี๋ยวนี้คนเราไว้ใจกันไม่ได้ ขนาดคนรีบๆ ยังจะมากำไรกับเราอีกน่ะนะ - -


ต่อมาผมก็เจอเพื่อนที่มาร่วมอบรมด้วย คุยกันเสร็จก็ไปในลงทะเบียน ได้เอกสารอบรม กับ หนังสือบันทึกผลงาน หนังสือบันทึกผลงานนั้น จะใช้สำหรับบันทึกผลงาน เพื่อที่จะใช้สำหรับเลื่อนขั้นระดับของเรา ในภายภาคหน้าสำหรับคนที่มีใบอนุญาติแล้วครับ



หนังสือสีส้มเป็นเนื้อหาที่ใช้สำหรับอบรม จะแจกหลังจากจ่ายเงินค่าอบรมเสร็จ ซึ่งต้องผ่านการสอบวิชาการดังที่กล่าวด้านบนมาแล้ว แต่มันไม่มีอะไรมากหรอกครับ วิชาการน่ะครับ - - ถ้าใครเคยสอบ คุณจะรู้ว่า มันคือเรื่องเงินอย่างเดียวน่ะนะครับ แต่อบรมเนี่ยหลังฟังเสร็จจะมีการสอบ ซึ่งการสอบนั้น จะเป็นแบบ open book เพราะ เนื้อหานั้นเยอะมาก คุณไม่สามารถจำได้หมดหรอกครับ ใครยังอยู่ มัธยม ก็คงยังไม่เคยเจอข้อสอบแบบนี้สิครับ เพราะว่า ตอนแรกเราจะเน้นการจำก่อน ตอนหลังเราค่อยพัฒนามาเป็น ใช้งานเป็นไม่จำเป็นต้องจำได้หมดก็ได้ จะสังเกตว่า ผมจะแปะ post it ไว้ค่อนข้างหนาแน่น เพราะ ว่าการสอบนั้น ใช้เนื้อหาทั้งเล่ม ผมจำเป็นต้องทำให้การเปิดนั้นเร็วที่สุดครับ แต่นี่ผมแปะหลังจากวันอบรมวันแรกน่ะครับ เล่มสีเลือดหมูนั้นก็คือ ตัวเล่มบันทึกผลงาน ซึ่งก็จะได้บอกไปแล้วว่าทำอะไรได้

ต่อไปก็ไปฟังการเปิดงานของทางสภา แน่นอนครับ ผมแหกขี้ตาตื่นมาฟังอบรมตอนเช้า แต่ฟังเปิดงานก็ไม่สามรถทำให้ผมตื่นได้แต่ผมก็นั่งฟังไปเรื่อยๆนะ แต่ค่อนข้างจะเป็นแนวฟังไปเรื่อยๆ แต่ถ้าถามว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร จำไม่ค่อยได้หรอกครับ ฟังในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น ผมค่อนข้างจะเป็นคนขี้เกียจก็เลยไม่ค่อยได้สนใจไรมาก บางคนก็ยังมาไม่ถึง บางคนก็หมดความเป็นกุลสตรี นอนซะ - - บางคน Iphone BB เตรียมพร้อมครับ ไม่ได้เอามาทำอะไรหรอก มี Aplication อะไรดึงออกมาให้หมด จะได้ไม่ง่วง - -



นี่เป็นภาพขณะอบรม ผมเอามาจากทางสภาเองล่ะครับ ไม่รู้ถ่ายอีท่าไหนมีติดภาพผมมาด้วยรูปนี้ แต่ก็ไม่บอกหรอกว่าคนไหน หึๆๆ ไอผมอยากจะถ่ายมาเองน่ะนะ แต่กล้องมือถือผมมันรุ่นใหม่ มันปิดเสียงกล้องไม่ได้ เพราะ ผมได้ยินมาว่า กล้องรุ่นใหม่มันผิดไม่ได้ เพราะ มีการป้องกันการแอบถ่าย ถ้าปิดเสียงได้ก็แอบถ่ายได้สิน้อง - - ไอเราจะมา แชะๆ ก็เกรงใจคนข้างๆ ว่าแ้้ล้วการอบรมแต่ละวิฃาก็เริ่มขึ้น แต่ว่านะ เจ้าหญิงนิทราคนเดิมก็ยังหลับอยู่ - - แล้วผมก็ฟังไปเรื่อยๆ จดๆไป ในใจคิด นี่จะให้ตูจำหมดนี่เลยเร้อ

ที่ผมไปฟังน่ะครับ วันนี้มีวิชาที่น่าสนใจ คือ เรื่องของความปลอดภัย ซึ่งวิทยากรที่มาสอน และ บรรยายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัย จึงบอกได้เลยว่า เขาพูดเกี่ยวกับไฟไหม้ล้วนๆ - - ซะส่วนใหญ่ แต่เขาพูดดีนะครับ เลยอยากจะมาเล่าให้ฟังว่า ความประมาทของคนเรานั้น ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมหลายๆอย่าง เช่นตัวอย่างแรก



ภาพนี้เป็นภาพของโรงแรม รอยัล จอมเทียน ซึ่งเกิดไฟไหม้เมื่อปี 2549 ถ้าไป serch แค่ชื่อ โรงแรมก็รู้เลยว่า ข่าวไฟไหม้ ชัวร์ๆ - - ซึ่งผมอ่านสาเหตุการเกิดไฟไหม้หลายอย่างนะครับ ที่ผม lecture ไว้สำคัญๆ ที่ขีดไว้ก็คือ "อาคารหลังนี้ไม่ได้ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ" และ "และมีระบบแจ้งไฟไหม้ แต่มันไม่ทำงาน - -" ถ้าอ่านดูนี่ คือ เพื่อลดต้นทุน เลยไม่ติดพวกนี้ ซึ่งอันตรายมากครับ ระบบเตือนภัยก็ไม่ทำงาน เ่อ่อ ได้มีการตรวจสอบระบบเตือนภัย ก่อนที่จะให้พวกกระผมมาพักอาศัยมั้ยครับ แบบนี้ผมจะไว้ใจได้มั้ยน่อ ว่าวันไหนมันเกิดไฟไหม้ขึ้นมา ไม่กลายเป็นโดนไฟคลอกตายล่ะเฮียเจ้าของ - -

พูดถึงระบบหัวฉีดน้ำนะครับ คือว่านะ ผมได้ยินพ่อของเพื่อนของนึงน่ะครับ เขาเป็นคนที่ตรวจพวกแบบของทางโยธา บางครั้งก็ต้องไปตรวจว่า ระบบความปลอดภัยของอาคารดีมั้ย ผมได้ยินมาจากเพื่อนอีกทีนะครับว่า บางอาคารมีติดที่ฉีดน้ำไว้ก็จริง แต่มันไม่มีท่อก็มี ที่ติดไว้ให้คนเห็นว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยเท่านั้นล่ะนะ - - ถ้าทำแบบนี้นะ จะมั่นใจได้เหรอว่า ตึกอื่นๆจะไม่มักง่ายแบบนี้



ส่วนนี่เป็นข่าวเมื่อปี 2551 ผมไปเจอในเอกสารบรรยายว่า ที่นี่มีการติดอุปกรณ์ตรวจจับความร้อน Heat Detector น่ะครับ แต่อุปกรณ์เนี่ย อาจารย์ที่มาบรรยาย เขาบอกว่า ส่วนใหญ่น่ะ มันใช้ป้องกันทรัพย์สิน ไม่ได้ใช้ป้องกัน ตัวบุคคลซักเท่าไหร่ เพราะว่า กว่าจะตรวจจับได้ ต้องรอให้ข้างล่างเป็นระดับทะเลเพลิงก่อน แล้วความร้อนถึงขึ้นมาถึงระดับที่ตรวจจับได้ แสดงว่าห่วงของ มากกว่าห่วงคนสินะ - - ตัวที่ควรจะติด ซึ่งตอนนี้ เขาก็ได้มีการติดไปแล้วครับ คือ smoke detector ซึ่งเป็นตัวจับควัน แน่นอนครับ ถ้าเกิดว่าเกิดไฟไหม้ เกิดอะไรเพียงเล้กน้อย ก็ต้องเกิดควันครับ ถ้าเกิดควันจากไหไหม้ แน่นอนว่า มันต้องไวกว่าตรวจจับความร้อนที่กว่าจะจับได้แน่นอน ตัวนี้ล่ะครับ ที่ใช้สำหรับป้องกัน ให้คนเขารู้ตัวกันก่อนว่ามีไฟไหม้ จะได้มาช่วยเหลือทัน - -



ถ้าพูดถึงไฟไหม้ แน่นอนครับ คงไม่มีใครลืมได้สำหรับข่าวไฟไหม้ที่ดังที่สุด คือ ข่าวของ ซานติก้าผับนะครับ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตในนี้ราวๆ 66 ราย ซึ่งวันนั้น เป็นวันช่วงสิ้นปี คนเลยมามากกว่าปกติ ซึ่งคนมากกว่าปกตินี่เอง ทำให้ทางหนีไม่เพียงพอ เพราะ ผับออกแบบไว้สำหรับ 400-500 คน (ผมฟังมาจากผู้บรรยายอีกทีนะ) แต่วันนั้นเล่นล่อไป 1000 คนขึ้นไป - - ซึ่งเยอะน่ะนะ เจ้าของคงคิด มีรายได้ทั้งที จะจำกัดจำนวนคนเข้าทำไม สรุปเยอะไปเลยหนีไม่ทัน - - แต่อาจารย์ที่บรรยายบอกว่า ความจริงถ้าเกิดไม่มีช่องด้านข้างในภาพนะครับ อาจจะตายเยอะกว่านี้ เพราะ ทางหนีน้อย แต่ช่องด้านข้างเนี่ย เผอิญ มันหนีออกมาทางนั้นได้ ที่ผับนี้แบบเดียวกับอันแรก ไม่มีป้ายทางหนีไฟ ไม่มีโคมไฟฉุกเฉิน แล้วก็ พวกระบบตรวจจับความร้อน กับ หัวฉีดน้ำก็ไม่มี - - ปลอดภัยดีแท้

แล้วที่สำคัญครับ ตัวในอาคารมีการตกแต่งด้วย โฟมชนิดที่มีการติดไฟได้ง่าย และ ปล่อยควันดำและก๊าซพิษ ซึ่งไฟไหม้น่ะครับ เขาบอกว่าส่วนใหญ่น่ะ ไม่ค่อยมีใครตาย เพราะ ไฟคลอกตายหรอก แต่จะตายจากการขาดอากาศ และ ควัน เพราะ การเผาไหม้จำเป็นต้องใช้ Oxygen ในการทำปฏิกริยาเคมี ดังนั้น อากาศจึงไม่เพียงพอในสถานที่เกิดไฟไหม้

จากที่กล่าวมานี่คงจะพอรู้ว่า ไฟไหม้เนี่ยนะครับ มันเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่รู้หรอกว่าจะเกิดเมื่อไหร่ ถึงแม้จะป้องกันไม่ให้เกิดแล้วก็ตาม แต่ที่สำคัญคือ การสร้างความปลอดภัยขณะเกิดเหตุการณ์ต่างหาก ตรงนี้ก็ฝากไปยังใครที่คิดจะเปิด โรงแรม หรือ ร้านอาหารนะครับ - -

ว่าไปศึกษาเรื่องพวกนี้ให้ดี ประหยัดงบ แต่เกิดเรื่องขึ้นมา คุณจะเสียชื่อไปตลอดเลยนะครับ



ถึงเวลาอาหารกลางวัน หลังจากฟังบรรยายมาเนิ่นนาน ภาพข้างบนไม่ต้องไปสนนะครับ เพราะ มันคือความคิดของผมว่า ตูจ่ายค่าอบรมไป 3000 บาท น่าจะได้บุพเฟ่ เจ๋งๆหน่อยนะครับ - - แต่มาดูอีกที บุฟเฟ่หัวละ 300 แน่ๆครับ เพราะ อาหารญุ่ปุ่น บุฟเฟ่ ที่ผมไปกินหัวละประมาณ 500 ก็อย่างดีเลย เอาเหอะ บุฟเฟ่ ก็ซัดซักหน่อย แต่คนเยอะครับ ไม่ต่างอะไรกับ อาหารกล่องเท่าไหร่ ไปตักรอบ 2 แทบไม่เหลือแล้วครับ แล้วหนักสุด ของเผ็ด หอมใหญ่ ต้นหอม อาหารส่วนใหญ่ที่เหลือมีแต่แบบนี้ อ้าก ผมเกลียด ผักตระกูล หอม ครับ - -

หลังอาหารก็ไปฟังอบรม ก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เพราะ ผมคงง่วงๆ แต่ไม่ใช่เพราะอิ่ม แต่จากตอนเช้าต่างหาก ในห้องนี่ถ้าเปิดเพลงกล่อมเด็ก ผมว่าเกือบครึงห้องคงจะหลับเหมือนเดิมล่ะมั้ง - - กว่าจะเลิกก็ 5 โมงเย็นครับ ผมก็ต้องรีบหลับไปอ่านเนื้อหา ความจริงควรจะอ่านล่วงหน้ามาก่อนน่ะนะครับ แต่เผอิญ ช่วงก่อนหน้านั้น ก็ยุ่งๆ ไม่ได้อ่าน ต้องมาอ่านหลังอบรมวันแรกเสร็จล่ะครับ



ตอนเย็นตอนผมกลับบ้าน ผมต้องผ่านที่นี่ครับ ถ้าใครอยุ่กรุงเทพก็จะพอรู้มาว่า อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เรียกย่อๆว่า อนุเสาวรีย์ชัย ซึ่งรถโคตรมหาติด ตอนเย็น ผมตอนแรกคิดว่าจะนั่งรถเมล์ แต่กลัวฝนตก กับ อยากรีบกลับไปอ่านหนังสือ เลยต้องโบก Taxi กลับบ้านครับ แต่ตอนแรกผมก็คิดว่า วันนี้มันโล่งแฮะ อนุเสาวรีย์ รถไม่ติด คิดว่าสบายแน่ๆ แล้วต้องรีบกลับ แต่พอมาแถววังสวนจิตร เจอขบวนเสด็จ - - ผมเลยติดแหง็กอยู่แถวนั้นราวๆ 45 นาที เพราะ ไฟเขียวที รถขยับทีละ 1 block (ในความหมายผมคือ รถประมาณ 1 คัน) แต่ผมไม่ทำให้เวลาเปล่าประโยชน์หรอก นั่งอ่านหนังสือมันเนี่ยล่ะนะ แต่คุณลุง Taxi ก็ใจดีนะครับ เขาเปิดไฟให้ บอกจะได้มองเห็น ขอบคุณคุณลุงมากเลยครับ ฮ่ะๆๆ

วันนั้นกลับถึงบ้านราวๆ 1 ทุ่มครึ่ง แล้วอ่านหนังสือ ดูข้อสอบเก่าราวๆถึงเที่ยงคืน แล้วนอนรอไปอบรมอีกครึ่งวัน แล้วสอบหลังกินข้าวพรุ่งนี้ วันนั้น ผมก็มาตอบ profile ในบอร์ดนิดหน่อยกับเจ้า บอส (untimate) บอก พรุ่งนี้ตูสอบอบรมฟ่ะ - -




วันที่ 26/08/2011


เวลาตอนเช้าวันนี้เหมือนเดิมครับ คราวนี้ออกจากบ้านช้ากว่าปกติ คือ 7 โมงเช้าครับ เนื่องจากแม่ผมจะไปส่งคราวนี้ เนื่องจากที่ว่า Taxi นรกคันแรกที่เ่ล่นเอาผมไปทัวร์จังหวัดตัวเอง โดยที่ไม่ได้ขอ แต่ตังค่าตัวตูจะขอ มารอบนึง ซึ่งที่ไปส่งนี่ เพื่อที่จะให้ได้รู้ทางด้วย เนื่องจากที่ว่า จะได้ไม่ถูกพวกคนขับแบบนี้หลอกอีกนะครับ แปปเดียวจริงๆครับ เร็วกว่าไอเมื่อวานตั้งครึ่ง ชม. ทั้งๆที่ออกเวลาช้ากว่าแท้ๆ กรุงเทพเนี่ย ถ้าช่วงเช้าๆรถจะไม่ค่อยติด แต่เริ่ม 7 โมงเมื่อไหร่ รถจะเริ่มมี เพราะ คุณพ่อ คุณแม่ ของเด็กแต่ละคนก็จะไปส่งลูก และ บางคนก็ต้องไปทำงานครับ

ช่วงเช้าๆ ก็ไปลงทะเบียนเหมือนเดิมครับ แล้วก็นั่งฟังบรรยายต่อ แล้วก็ไปเจอวิชาพวก กฏหมาย ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับวิศวกรน่ะครับ แต่ส่วนใหญ่จะหนักไปทางโยธา วิศวกรโยธานั้นคือ วิศวกรที่เกี่ยวกับพวก การสร้างอาหาร สิ่งปลุกสร้างทุกอย่าง งานโยธานั้น ค่อนข้างจะแพร่หลายครับ คนส่วนใหญ่จึงรู้จักวิศวกรว่า ทำแต่งานพวกโยธาซะส่วนใหญ่ เด้กหลายคน รวมถึงผมตอนเด็กๆ ก็คิดว่าตูทำงานวิศวกรคงได้ทำงานออกแบบตึกแหง เปล่าเลย ผมเรียนมาทางไฟฟ้า เลยไม่ได้มายุ่งตรงนี้เท่าไหร่ ผมอยากมาก พลาดก็แค่



เสาส่งไฟฟ้าแรงสูงเสียหาย เพราะ การออกแบบระบบป้องกันที่ผิดพลาด ไฟดับเป็นวงกว้าง ยังไงก็คงไม่เสียหายเท่าตึกถล่มหรอกเนอะ แค่กำลังผ่าตัดอยู่ไฟดับ คนตายไปแค่คน 2 คนเอง - - ไม่ใช่หรอก จะบอกว่า งานวิศวกรไม่ได้ยุ่งเกี่ยวแค่ตึก แต่หลายๆอย่าง งานวิศวกรที่เกี่ยวกับ ชีวิตคน เช่น โยธา ไฟฟ้า เคมี เหมืองแร่ (เท่าที่รู้นะครับ) ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เพื่อรับรองว่างานที่เราสร้างนั้น ปลอดภัย ไม่เกิดอันตรายต่อบุคคลทั่วไปที่เกี่ยวข้องครับ

กฏหมายที่ใช้ก็มีพวกกฏหมายปกติล่ะครับ ส่วนใหญ่ใครเรียนกฏหมายก็น่าจะรู้อยู่แล้วล่ะ แต่ที่ผมพูดนี่คือ ผมไม่ถนัดการใช้ความจำเท่าไหร่ ซึ่งโชคดีที่เขาให้เปิดหนังสือได้ แต่ก็หนาพอสมควรนะ ส่วนกฏหมาย - -

ในของวันนี้ที่น่าสนใจ คือ เรื่องของจรรยาบรรณครับ เรื่องของจรรยาบรรณเนี่ย ไม่ว่าวิชาชีพไหนก็ต้องมีจรรยาบรรณทั้งหมดจรรยาบรรณของแต่ละวิชาชีพ ส่วนใหญ่เขาจะใช้เป็นข้อบังคับครับ ในมหาลัยผมก็มีเขียนเป็นข้อบังคับนะ จรรยาบรรณ ของพวกผู้ทำงานในสถาบัน ซึ่งจรรยาบรรณนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องความถูกต้องของงาน และที่สำคัญที่สุด ก็คงต้องเรื่องความปลอดภัย อย่างเคสที่เคยเกิดมาเช่น



เรื่องมันเกิดจาก วิศวกรคนนึงได้ออกแบบป้ายไว้ครับ แต่เนื่องจากว่า ไม่ได้ศึกษาให้ดีว่าสภาพอากาศแถวนั้นเป็นยังไง ขนาดป้ายมันควรจะมีได้แค่ไหน จึงถูกลมพัดแล้วโครงสร้างจะรับได้ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ไอฐานรากที่ออกแบบมา มันก็ทนไม่ค่อยจะไหวเท่าไหร่ แล้ววิศวกรฝ่ายควบคุมงาน ดันไปแก้แบบโดยพลากร โดยลดขนาดป้าย ลดขนาดฐานราก สรุปพูดง่ายๆ คนควบคุม ก็แก้แบบวิศวกรคนอื่น โดยที่ไม่ไปปรึกษาคนออกแบบก่อน แล้ว คนออกแบบก็ไม่มาตรวจเช็คเลยว่างานตัวเอง มันอยู่ได้จริงหรือเปล่า สรุปคือ โดนลงโทษทั้งคู่ครับ - -

จรรยาบรรณที่ผิดก็คือ คนออกแบบก็ไม่ทำงานให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่วนคนควบคุมก็คือ ไปยุ่งกับงานของวิศวกรคนอื่นโดยพลการ ดังนั้น ไม่แปลกเลยที่ทำไม จรรยาบรรณถึงเป็นข้อบังคับ ถ้าไม่บังคับ ก็จะเกิดอันตรายต่อ บุคคลทั่วไป เช่น ประชาชนที่อาศัยอยู่แถวนั้น ไม่ก็คนที่สัญจรผ่านไปน่ะสิครับ - -



อาหารกลางวัน บุฟเฟ่เหมือนเดิม แต่อาหารหลักๆของผม ผัดผัก - - เพราะ ช่วงนี้กินอาหารขาดแคลนผักเหลือเกิน บางคนอาจจะดู มากินบุฟเฟ่ ทำไมซัดแต่ขงถูกอย่างผักล่ะนะ ก็ของแพงๆมันใส่ของที่ตูไม่ชอบด้วยนิ - - หลังกินเสร็จ ก็นั่งอ่านทวนก่อนสอบตอนบ่ายโมง ปากกาไฮไลท์ ที่ขีดมาทั้งคืนก็อ่านมันให้หมด ตรงไหนเคยออกขีดให้หมด นั่งเมาท์ที่จำได้ไปมาๆกับเพื่อน ก่อนที่จะเข้าไปสอบ แอร์เย็นเจี้ยบ กระตุ้นต่อมปวดปัสสาวะตูสุดๆเลยครับ



ถ้าผมเลือกสอบ สอบไร้แอร์แบบในภาพดีกว่า เพราะ ว่าอากาศเย็นผมเกลียด แต่คนส่วนใหญ่เขาคงชอบเย็นๆมั้ง แต่ร้อนๆนี่ก็เหงื่อติ๋งๆ แถมยังพาลหงุดหงิด คิดไรไม่ออกอีก ข้อสอบส่วนใหญ่จะเน้นเปิดหนังสือครับ มีอยู่อย่างเดียว จรรยาบรรณ เป็นข้อสอบเลือก 4 ตัวเลือก แบบข้อสอบทั่วไป แต่มันไม่ได้เปิดตอบครับ มันถามเชิงประมาณว่า เกิดสถานการณืนี้ควรทำยังไง พูดง่ายๆ วัดเราเลยว่าจรรยาบรรณถึงมั้ย กลายเป็นว่า ยากที่สุดคือ จรรยาบรรณ และคำแนะนำในข้อสอบเก่าบอกว่า "ถ้าคุณมีจรรยาบรรณเกิน 60% คุณผ่านแน่นอน" ถ้าผมตกนี่ แสดงว่าไร้จรรยาบรรณสุดๆสินะ - -

ในที่สุดก็สอบเสร็จซักที ผมก็กลับไปบ้านทำใจ ที่ตูทำไปจะถูกเกิน 60% มั้ยนะ ถ้าผ่านแล้วก็จ่ายอีก 1000 รับใบได้เลยครับ แต่ถ้าไม่ผ่าน ก็มาซ่อมตามรายวิชา เช่น ตกจรรยาบรรณ ก็ซ่อม จรรยาบรรณ ตกความปลอดภัย ก็ซ่อมความปลอดภัยเป็นต้น ถ้าตกหมด ก็ซ่อมหมดครับ - - การไปซ่อม คือ ไม่ต้องเสียเงิน แต่ถ้าซ่อมแล้วไม่ผ่าน ก็ต้องจ่าย 3000 มาฟังอบรมใหม่ครับ ถ้าตกสองรอบนะ



"ตูล่ะเซ็ง"

วันนี้เป็นวันประกาศผลอบรมน่ะครับวันนี้ผมเลยตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะ เว็บทางสภา เวลาประกาศอะไร หลังเที่ยงคืนก็จะประกาศทันที แต่ผมมาลุ้นช่วงเช้าเลย เพราะ ง่วง - -



สรุปก็ไปจ่ายเงินอีก 1000 นึง ก็จะได้ใบมาครบจบกระบวนการ ต่ออายุก็แค่้ไปจ่ายเงิน แล้วก็ไม่ต้องมาสอบแบบนี้อีก หมดไปขั้นนึงแล้วล่ะครับ สำหรับใบ กว. ใครที่จะมาอบรม แนะนำอย่างนึง ไปอ่านมาให้เรียบร้อยครับ หรือไม่ ใครที่มีคนรู้จักเคยสอบมาก่อน ยืมหนังสือคนนั้นมาเลยก็ดี เพราะว่า เขาคงมีการทำจุดสำคัญไว้แล้ว จะได้ไม่ต้องเสียมาเลามา mark เอง แต่ผมว่า mark เองดีอย่าง มันจะจำได้ว่าเราเคยอ่านตรงนี้ไปแล้ว เวลาเปิกหาจะได้ไม่ต้องเสียเวลามากครับ พิมพ์มาเมื่อยมือแฮะ - -

ปล. เขียนมานี่ มาจากความคิดของผมส่วนใหญ่นะ ถ้าเอาไปบอกต่อก็ควรเอาไปศึกษาด้วยก็ดีครับ การบริโภคข้อมูลที่ดีก็ควรที่จะศึกษาก่อนว่ามันจริงไม่จริงนะครับ ไม่งั้นเห็นอะไรเชื่อไปหมดก็แย่นะครับ

Comments

Back to top