ยินดีต้อนรับเข้าสู่ jokergameth.com
ค้นหาข้อมูลใน jokergameth.com
หน้าแรก สั่งซื้อสินค้า
กระดานพูดคุย เกี่ยวกับเรา


Yulgang


MU Online


Wonderland


เว็บไซต์เราจะอยู่ไม่ได้หากขาดเขาเหล่านี้ รวมช่วยกันสนับสนุนสปอนเซอร์ของพวกเรา

colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์ สนับสนุนเว็บไซต์ กางเกงเล Joker Game Official Fanpage บล็อคสาวไฮโซ เล่นเกมแล้วได้เงิน ลงโฆษณา
ให้เช่า Colocation
บริจาค Bitcoin
กางเกงเล
Jokergame Facebook
บล็อคสาวไฮโซ
จ้างให้เล่นเกม

กำลังแสดงผล 1 ถึง 10 จากทั้งหมด 10
  1. #1
    ชอบโพสต์เป็นชีวิตจิตใจ
    วันที่สมัคร
    Jul 2011
    ที่อยู่
    fox6000.php
    กระทู้
    2,163
    กล่าวขอบคุณ
    4,975
    ได้รับคำขอบคุณ: 5,898

    ซามูไร ยอดอัศวินแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย จากสามัญชน สู่ ยอดนักรบแห่งญี่ปุ่น





    ประวัติศาสตร์ ของนักสู้ซามูไร เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 11 เมื่อรัฐบาลฟูจิวาราขุนนางศักดินาอ่อนแอลง จึงไปขอความค้ำจุนจากมินาโมโตกับทาอิรา ซึ่งเป็นเผ่านักรบที่เข้มแข็ง หากทว่าทั้งสองเผ่านี้ก็ไม่ถูกกันและเกิดการปะทะกันเนืองๆ มิหนำซํ้ายังเป็นนักรบเถื่อนที่ไร้วินัย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน ดังมีบันทึกหนึ่งจารึกไว้ว่า

    "นักสู้หลายคนถือโอกาสทำการตาม ใจชอบโดยไม่กลัวเกรงกฎหมาย ซ่องสุมกำลังข่มขู่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองตลอดจนราษฎร ยํ่ายีลูกเมียชาวบ้าน ตีชิงเอาสัตว์เลี้ยงไปจากชาวไร่ชาวนา จนไม่อาจทำการเกษตรได้ เที่ยวเดินถือธนูและลูกศรเพ่นพ่านไปทั่วราวกับโจรร้าย"

    เมื่อชาวบ้านไม่อาจพึ่งพาให้รัฐคุ้มครองได้ จึงสามัคคีกันจัดตั้งกองกำลังขึ้นรับมือ โดยรวบรวมจากเหล่าเพื่อนบ้าน และลูกหลาน แต่แรกนั้นก็เป็นกองกำลังเล็กๆ มีอาวุธตามมีตามเกิด เพราะตระกูลฟูจิวารา ผู้ปกครองประเทศ คอยกดดันอยู่ พวกชาวบ้านจึงหาทางออกอีกครั้ง ด้วยการไปขอพึ่งบารมีจากขุนนางที่มีอำนาจ ซึ่งเหล่าขุนนางก็พอใจ ที่มีกองกำลังมาสนับสนุน จึงเลี้ยงดูนักสู้เหล่านี้อย่างดี จนมีนักสู้เกิดขึ้นมากมายในนาม "ซามูไร" ซึ่งแปลว่า "ผู้รับสนอง"

    นัก สู้ซามูไร จะรับใช้เจ้านายโดยตรงของตนแต่ผู้เดียวด้วยความจงรักภักดี กระทำตามคำบัญชาทุกประการโดยไม่มีการลังเลอิดเอื้อน ไม่มีสิ่งใดที่จะมาเป็นอุปสรรคกีดกั้นแม้แต่ความรักเมียหรือลูก เหนืออื่นใดก็คือความ ไม่กลัวเกรงต่อความตายในหน้าที่ต่อผู้เป็นเจ้านาย



    ความเป็นอยู่ของซามูไร ก็ขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้านายครับ ถ้านายรวย ซามูไรก็มีม้าขี่ มีเสื้อเกราะอย่างดีที่ทำด้วยเหล็กแถบแคบๆ ผูกเชื่อมติดกันด้วยเชือกหรือลวด มีอาวุธอันทรงอานุภาพ นั่นคือดาบยาวอันคมกริบ ซึ่งซามูไรจะกุมไว้ด้วยสองมือ ราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาวุธนี้ชาวบ้านที่มียศศักดิ์ตํ่ากว่า ซามูไรจะเอาไปใช้ไม่ได้นะครับ เป็นกฎข้อห้ามที่รู้กันทั่วไป

    เมื่อ มีขุนนางเลี้ยงดู ชีวิตก็มั่นคง ชาวไร่ชาวนาจำนวนมากจึงวางคันไถ และเข้ามาฝึกฝนอาวุธและการยุทธ์ต่างๆ เพื่อสวามิภักดิ์ขอเป็นซามูไรรับใช้ กาลเวลาผ่านไปก็มีสิ่งอื่น ที่เพิ่มเติมเข้ามาในชีวิตซามูไร นอก เหนือไปจากดาบและเกราะ นั่นคือวิถีปฏิบัติตนแบบมีวินัย มีกฎภายใต้ชื่อ "บูชิโด" หรือ "วิถีแห่งนักสู้ (The Way Of The Warrior)" ซึ่ง ซามูไรจะยึดถือเคร่งครัดราวศาสนา สิ่งหนึ่งซึ่งนักสู้ซามูไรถือเป็นคติประจำใจก็คือ

    การตายเยี่ยงวีรบุรุษในสงครามนั้น เป็นจุดหมายอันทรงเกียรติสูงสุด!

    "ถ้าเจ้าคิดที่จะ รักษาชีวิตตนเอง เจ้าก็อย่าออกรบเสียเลยจะดีกว่า" นี่เป็นถ้อยคำที่ซามูไรทุกคนถูกอบรมมา

    ถึงกระนั้นก็ตาม ใช่ว่าซามูไรจะละเลยในการรักษาชีวิตของตน ในการออกศึก ซามูไรจะแต่งองค์ ทรงเครื่องครบครัน เพื่อป้องกันอาวุธศัตรู ขั้นตอนการสวมใส่เสื้อเกราะนั้นพิถีพิถันมาก เริ่มแรกจะต้องใส่ชุดชั้นใน ซึ่งมีผ้าเตี่ยวแบบพิเศษ ชุดกิโมโนที่ทำด้วยผ้าลินินอย่างดี กางเกงทรงโปร่งขายาว จากนั้นจึงจะนำเสื้อเกราะเหล็กมาสวมทับ



    แต่ สิ่งที่จะคุ้มครองชีวิตได้ดีนั้นก็คงอยู่ที่ฝีมือแหละครับ พวกเขาจึงต้องฝึกต่อสู้กันตลอดทั้งปี ฝึกออกกำลังอย่างหนัก เพื่อให้มีกล้ามเนื้อและพละกำลัง นอกจากจะต้องเก่งกาจในด้านธนูและดาบแล้ว เขาจะต้องทรหดอดทน สามารถ อดทนต่อความหิวโหย ใช้เท้าเปล่ายํ่าหิมะอันเย็นเยือกได้ไกลๆ โดยไม่ ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว

    "ใน ยามที่ท้องของเขาว่างเปล่า มันจะน่าอับอายมาก หากเขาแสดงความหิวโหยให้เห็น"

    การต่อสู้นั้นเป็นชีวิตของซามูไร เขาจึงต้องพร้อมอยู่เสมอที่จะจับอาวุธหรือสวมใส่เกราะด้วยความรวดเร็ว



    มีตำนานซึ่งเล่าถึงเรื่องของนักสู้หนุ่มผู้หนึ่ง เขาได้ไปกราบกรานขอเป็นศิษย์ซามูไรอาวุโสระดับเกจิอาจารย์ แต่แม้จะฝึกฝนเท่าไรก็ไม่ค่อยคืบหน้า จนในวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังหุงข้าว อาจารย์ได้เข้ามาทางด้านหลังและเอาดาบไม้หวดเขาอย่างแรงจนร้องลั่น และหลังจากนั้น ทุกขณะที่เผลอตัว อาจารย์ก็จะเอาดาบหวดเขา ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน กระทั่งในที่สุด หนุ่มผู้ประสงค์จะเป็นซามูไร ก็เรียนรู้ในการที่จะระวังรักษาตัวในทุกวินาที และเขาก็ได้เป็นนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง

    "ซามูไรจะต้องอยู่และตายโดยมี ดาบอยู่ในมือ จงกล้าหาญและพร้อมรบในทุกสถานการณ์"


    ใน การต่อสู้แบบตัวต่อตัวนั้น บางครั้งเมื่อสังหารคู่ต่อสู้แล้ว ซามูไรจะตัดหัวเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก (ในกรณีที่คู่ต่อสู้มี ศักดิ์ศรีเหนือกว่า) ด้วยเหตุนี้ นอกจากจะมีดาบยาวไว้สำหรับการต่อสู้แล้ว ซามูไรยังมีดาบสั้นไว้สำหรับการนี้ และซามูไรบางคนจะสวมใส่ปลอกคอพิเศษรอบคอ เพื่อกันไม่ให้ศัตรูตัดศีรษะของตน

    หมวกเหล็ก (เฮลเม็ท) มีไว้ป้องกันอาวุธ ส่วนหน้า- กากเหล็ก จะออกแบบให้แลดูถ***ทึง ขู่ขวัญคู่ต่อสู้ ซามูไรบางคนจะเผาเครื่องหอม ในหมวกเฮลเม็ท เพื่อว่าเวลาถูกตัดหัว หัวของตนจะได้มีกลิ่นหอมติดไปด้วย

    สำหรับกติกาทั่วไประหว่างซามูไรมีว่า ก่อน จะหํ้าหั่นกันนั้น ทั้งสองฝ่ายจะทำความเคารพกัน และแจ้งชื่อของตน ตลอดจนชื่อของบิดา มารดา รวมทั้งวีรกรรมที่ผ่านมาของตนว่า ได้ต่อสู้ชนะใครมาบ้าง พอสังเขป และหลังจากการต่อสู้สิ้นสุดลง ผู้ชนะจะกล่าวสรรเสริญความกล้าหาญของผู้แพ้... ก่อนจะตัดเอาหัวไป



    ความ นิยมในนักรบซามูไรผู้เก่งกาจ และสุภาพเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งขุนนางยศสูงสุดทุกคน ต้องมีซามูไรไว้ประดับบารมี ในศตวรรษที่ 11-18 หรือประมาณ 700 ปีก่อนนั้น พระจักรพรรดิญี่ปุ่นมิได้มีอำนาจแต่อย่างใด ผู้ที่มีอิทธิพลในการปกครองประเทศ ก็คืออัครมหาเสนาบดีที่เรียกกัน ว่า "โชกุน" ด้วยเหตุนี้ เหล่านักรบซามูไรของโชกุนจึงพลอย มั่งมีศรีสุขในช่วงเวลาหลายร้อยปีนั้นด้วย

    กระทั่งล่วงมาถึงราว ค.ศ.1840 อเมริกาและยุโรปเริ่ม แผ่ขยายการค้ามายังเอเชีย แต่ญี่ปุ่นไม่ยอมรับ อเมริกาจึงส่งเรือปืน 4 ลำ คุมโดยนายพลแม็ทธิว เปอร์รี่ มาบีบบังคับญี่ปุ่นที่อ่าวอูรากา ในการนี้ ซามูไรหลายพันคนได้มาเตรียมพร้อมต่อสู้ หากทว่าดาบ หรือจะสู้ปืนเรืออันทรงอานุภาพได้ ญี่ปุ่นจึงต้องยอมเปิดประเทศ

    เมื่อ อารยธรรมตะวันตกขยายเข้ามา คนญี่ปุ่นก็เริ่มต้องการ ให้จักรพรรดิทรงมีอำนาจแท้จริง แทนที่จะเป็นหุ่นเชิดของโชกุน และมองเห็นซามูไรที่เดินถือดาบ กร่างไปมาบนถนนนั้นป่าเถื่อน แรงต่อต้านนี้เพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ จนในที่ สุดโชกุนก็ต้องลาออก และถวายอำนาจคืนสู่องค์จักรพรรดิในปี ค.ศ.1868

    หลังจากนั้นในช่วงแรกๆ ก็ยังคงมีซามูไรเดินถนนให้เห็นอยู่ประปราย กระทั่งมีกฎหมายห้ามพกพาอาวุธในปี 1876 ซามูไรจึงต้องจบบทบาทไปโดยสิ้นเชิง หลายคนขอเข้าเป็นทหารในกองทัพ หลายคนต้องขายเสื้อเกราะและอาวุธให้นักท่องเที่ยวหรือนักค้าของเก่า

    อย่าง ไรก็ตาม แม้ว่ากายภาพของนักสู้ซามูไรจะหายไป หากทว่าจิตวิญญาณ "บูชิโด" ยังคงมีอยู่ ในตัวของชายชาติญี่ปุ่นทุกคน และแสดงออกให้เห็นในวาระที่ประเทศชาติต้องการ ดังเช่นฝูงบินกามิ-กาเซ่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังกล่าวแล้ว

    ความตายนั้นมิใช่สิ่งที่น่ากลัวแต่อย่างใด... สำหรับพวกเขา.



    อาวุธประจำกายของซามูไรนั้น ทั่วโลกรู้ดีว่า คือดาบอันคมกริบ ซามูไรบางคนใช้วิธีฝึกฝน ความคมดาบของตน โดยอาศัยร่างของชาวบ้าน สามัญชนเป็นที่ทดสอบ ดังนั้น ในสมัยของโชกุน โตกูงาวะ จึงมีกฎหมายอนุญาตให้ซามูไรเอาศพ ของนักโทษประหารไปใช้รองรับ คมดาบของตนได้

    วิธีการก็คือ เอาศพไปมัดติดกับหลักซึ่งทำจากลำไม้ไผ่ จากนั้นนักดาบในชุดซามูไรออกศึก (กามิ ชิโม) ก็จะถือดาบเยื้องย่าง เข้ามาพินิจพิจารณาดูว่า จะฟันส่วนใดของศพจึงจะเหมาะสม เช่นว่า การฟันข้อมือจะง่ายดายที่สุด ส่วนการฟันขาดสะโพก (เรียว กูรูม่า) หรือฟันตัดสองบ่า (ไต-ไต) จะยากที่สุด หลังจากฟันแล้ว ซามูไรก็จะตรวจสอบดาบของตนอย่างละเอียดว่า มีบิ่นหรืองอหรือไม่ เลือดและไขมันที่ติดดาบนั้นมีลักษณะเป็นอย่างใด เสร็จแล้วก็ไปตรวจตราร่องรอยการฟันบนร่างศพ



    ซามูไรที่เก่งกาจนั้นต้องมีดาบชั้นดีไว้ ครอบครองครับ เช่น ดาบที่ผลิตจากสำนักตีดาบมีระดับ เช่น ติมบะ โนะ กามิ โยชิมิชิ (ค.ศ.1565-1635) หรือสำนักของ อิโนอูเอะ ชินกาอิ (ราว ค.ศ.1674)
    ศิลปะการใช้ดาบต่อสู้อย่างรวดเร็วฉับไวนั้น สร้างชื่อเสียงให้ซามูไรจนใครได้ยินชื่อก็หนาว

    แต่...เมื่อถึงกาลเวลาหนึ่ง ดาบซามูไรก็ต้องถูกสยบด้วยอาวุธอื่นอันทรงอานุภาพกว่า

    ในปี ค.ศ.1551 หนุ่มนักสู้วัย 20 ปี นาม โอ ดะ โนบูนางะ ขึ้นเป็นไดเมียว ครองนครเล็กๆ โอวาริ ใกล้กับเมืองนาโงยาในปัจจุบัน เขาได้สร้างวีรกรรม ที่ทำให้ญี่ปุ่นทั้งประเทศตื่นตะลึง นั่นคือสามารถใช้ นักรบเพียง 3,000 คน ยืนหยัดต่อสู้ และพิชิตกองทัพขนาด 25,000 คน ของ อิมะงาวะ ซึ่งเป็นไดเมียว นครใหญ่
    โดยอิมะงาวะนั้น คิดการใหญ่ ต้องการเป็นโชกุน และยกกำลังออกปราบปราม เมืองใหญ่น้อย แต่โนบูนางะไม่ยอมก้มหัวให้ เขาใช้กลยุทธ์หลอกเอาทัพ ของอิมะงาวะไปติดกับ ในซอกเขาท่ามกลางหมอกหนา แล้วนำนักรบจำนวนน้อย ของตนถล่มข้าศึกจนราบคาบ

    ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ.1542 ชาวโปรตุเกสได้มาถึงญี่ปุ่นเป็นหนแรกเพื่อค้าขาย พวกเขาได้นำปืนยาว อาวุธชนิดใหม่ ที่ชนญี่ปุ่นไม่เคยเห็นมาด้วย เจ้าครองนครต่างๆ ชื่นชมมาก เพราะมันมีพลานุภาพเหนือกว่าหน้าไม้และธนูหลายเท่า และโดยที่พี่ยุ่นนั้นถนัดในเรื่องก๊อบปี้ ดังนั้น จึงมีข้อมูลที่พ่อค้าโปรตุเกสคนหนึ่งบันทึกไว้ว่า เพียงชั่วหกเดือนนับจากที่ได้ลูบคลำ ปืนเป็นครั้งแรก เหล่าช่างญี่ปุ่นก็สามารถผลิตปืนขึ้นเองได้ถึง 600 กระบอก

    ปืนนั้นเป็นอาวุธระยะไกล สามารถสังหารข้าศึกได้แบบไม่ทันได้รู้ตัว ในอมตะวรรณกรรม "ผู้ชนะ สิบทิศ" ของ "ยาขอบ" เมื่อ บุเรงนอง จอมทัพพม่า ได้เห็นอานุภาพของปืนเป็นครั้งแรก ก็ยังทรงรำพึงอย่างรันทดพระทัยว่า ต่อแต่นี้ไปคงจะไม่ได้เห็นภาพการต่อสู้ด้วยดาบ หรือทวนอย่างห้าวหาญสมกับเป็นนักรบอีกแล้ว
    แม้นักรบซามูไรหลายคนจะเหยียดหยามนักรบถือปืนว่าขี้ขลาดตา ขาว แต่โนบูนางะเป็นขุนศึกประเภทคิดใหม่-ทำใหม่ เขาเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่า ยุคแห่งอาวุธทันสมัยได้มาถึงแล้ว และหากเขาต้องการรวบรวมญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียว เขาจำเป็นต้องใช้ ปืน



    นอกจากปืนแล้ว โนบูนางะยังมียอดขุนพลคู่ใจซ้าย-ขวา คือ โต โยโตมิ ฮิเดโยชิ กับ โตกูงาวะ อิเอยาสุ (สองคนนี้ต่อมาโด่งดังสุดๆ ทั้งคู่) ทำให้โนบูนางะ สามารถแผ่ขยายอำนาจ กว้างขวางออกไปได้อย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็พบอุปสรรคสำคัญ ซึ่งมิใช่ กองทัพของไดเมียวใด

    หากทว่าเป็นสมณะนักรบแห่ง พุทธศาสนา!



    ในปี 1571 โนบูนางะ ยกกำลังทัพ 30,000 คน ไปล้อมวัด ซากาโมโตบนเขาฮิเออิทางเหนือของเกียวโต วัดนี้เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดทั้งของผู้นับถือพุทธและชินโต แต่พระภิกษุในวัดปฏิเสธไม่ยอมอ่อนน้อม และอพยพชาวบ้านลูกเล็กเด็กแดงทั้งหลาย เข้ามาหลบไว้ภายในวัด

    เหตุการณ์ต่อจากนี้ บาทหลวง หลุยส์ ฟรังส์ มิชชันนารีเยซูอิต ได้บันทึกไว้ว่า

    "เมื่อ รู้ว่าชาวบ้านทั้งหมดได้ไปปักหลักอยู่ในวัด โนบูนางะก็สั่งการทันที ให้เอาปืนระดมยิง ใช้ไฟเผา และบุกเข้าไปใช้ดาบสังหารทุกคนภายในวัด ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงหรือเด็กเล็ก"

    และหลังจากนี้ โนบูนางะก็ได้นำกลยุทธ์การรบแผนใหม่มาใช้ โดยดาบซามูไรไม่มีทางเทียบได้เลย
    ในการรบแบบเดิมๆ ของซามูไร พวกเขาจะควบม้าดาหน้าเข้ามา พร้อมกับตวัดไกวดาบในมือ ประจัญบานหํ้าหั่นกันแบบถึงเนื้อถึงตัว แต่เมื่อพบกับกลยุทธ์ใหม่ของโนบูนางะ โดยเขาจัดวางพลปืนจำนวน 3,000 คนของเขา รับมือทหารม้าซามูไร โดยตั้งแนวเป็นชั้นๆ และไม่ยิงพร้อมกันทีเดียวหมดทุกคน เมื่อแถวหน้ายิงออกไป แล้วก็จะบรรจุกระสุน ระหว่างนั้นแถวที่ 2 และ 3 ก็ยิงออกไปทีละแถวตามลำดับ ยิงออกไป 3-4 ชุด ทัพม้าซามูไรก็ไม่เหลือ



    เมื่อเห็นเช่นนั้น วัดอื่นๆ ก็เริ่มตระหนักถึง ความสำคัญของปืน และตั้งต้นสร้าง โรงงานผลิตปืนเป็นการใหญ่ โดยเฉพาะเมืองอิสระ ซากาอิ ถึงกับเป็นแหล่งอุตสาหกรรมค้าขายปืน ให้กับผู้ซื้อทุกรายไม่มีเกี่ยง ในปี 1575 นั้น ถึงกับกล่าวกันว่า ทัพของโนบูนางะทันสมัย ยิ่งกว่าทัพขนาดเล็ก ของยุโรปเสียอีก

    ถัดไปคือ วัดฮอนงันจิ ในโอซากา ซึ่งเป็นวัดใหญ่ มีสานุศิษย์ที่รํ่ารวยมากมาย มีขุมกำลังซามูไรที่สามารถ ซึ่งก็คือ ภิกษุสมณะของวัดนั่นเอง บรรดาหลวงพ่อและหลวงพี่แห่งวัดนี้ ใช้เวลานอกเหนือการปฏิบัติธรรม มาฝึกฝนการใช้ดาบและธนูอย่างชํ่าชอง จนต่อต้านกองทัพปืนยาวของโนบู นางะได้นานถึง 11 ปี! โนบูนางะจึงเปลี่ยนไปใช้การบุกทางทะเล โดยใช้ปืนใหญ่ขนาดเล็ก ระดมยิงจากเรือเหล็ก ซึ่งยุทธวิธีนี้ลํ้าหน้ากว่าการรบทางเรือของอเมริกาในสงครามกลางเมืองถึง 300 ปีทีเดียว !!

    ดีแต่ว่าพระจักรพรรดิทรงเห็นว่า วัดใหญ่และสำคัญแห่งนี้จะไม่รอดพ้นความพินาศ จึงยื่นพระหัตถ์มาไกล่เกลี่ย โดยให้โนบูนางะครอบครองโอซากาได้ และภิกษุในวัดฮอนงันจิก็ยังปฏิบัติธรรมต่อไปอย่างอิสระได้เช่นกัน ซึ่งพระท่านก็ยินดีที่ไม่เสียหน้าต้องยอมแพ้

    ถึงจุดนี้ ถ้าจะกล่าวว่า นักดาบซามูไรขนานแท้รุ่นสุดท้าย ที่ยืนหยัดต่อสู้กับอาวุธไฮเทค (ในยุคนั้น) ได้อย่างทรหด ก็คือ สมณะ แห่งพุทธศาสนา นั่นเอง



    ในที่สุดโนบูนางะก็มีอำนาจสูงสุดในญี่ปุ่น เขามิได้เก่งในเชิงรบอย่างเดียว หากการบริหารก็เยี่ยมยอด เขาบูรณะวังหลวงให้แก่จักรพรรดิ เพิ่มรายได้ประจำปี ให้พระองค์ เพื่อให้สมแก่ พระเกียรติ เขาสนับสนุนโชกุน โยชิอากิ แต่เมื่อโชกุนมีทีท่าไม่น่าไว้ใจ เขาก็เนรเทศไปเสียจากนครหลวง เขาเคยกล่าวกับบาทหลวงฟรังส์ว่า

    "ไม่ว่าจักรพรรดิหรือโชกุน ข้าก็ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์หมดสิ้นแหละ"
    นอกจากนี้ โนบูนางะ ยังเสริมสร้างความแข็งแรง ในด้านเศรษฐกิจ และค้าขายให้กับญี่ปุ่น ด้านการทหาร ก็มีทหารม้าชั้นดีถึง 20,000 นาย

    แต่ วาระสุดท้ายของเขา ก็มาถึงอย่างกะทันหันในปี 1582 ขณะที่เขาพักผ่อน อยู่ในที่พำนักในเกียวโต แวดล้อมด้วยทหารในสังกัด ของนายพลอาเคชิ มัตสุฮิเดะ ผู้ซึ่งฝักใฝ่ในองค์จักรพรรดิ และต้องการโค่นล้มโนบูนางะ บาทหลวงฟรังส์ บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

    "เหล่าทหารของอาเคชิ กรูผ่านประตูเข้าไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการขัดขวาง เนื่องจากไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดการกบฏ โนบูนางะเพิ่งล้างหน้าล้างตาหลังตื่นนอนเช้าตรู่ ทหารที่ทรยศได้ยิงธนูเสียบสีข้างของเขา โนบูนางะกระชากลูกธนูออก แล้วฉวยดาบโค้งยาวออกมาต่อสู้
    แต่อีกเพียงครู่เดียวก็ถูกยิงเข้าที่แขนอีก เขากลับเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลั่นดาล บางคนกล่าวว่าเขากระทำฮาราคีรี แต่บางคนก็เชื่อว่าเขาจุดไฟเผาห้องและตายในกองเพลิง เรารู้แน่นอน แต่เพียงว่า บุรุษผู้ที่แม้แต่ทารกก็ยังเงียบเสียงเพียงได้ยินชื่อเขา ได้ตายไปในที่นั้นโดยไม่เหลือร่องรอย ใดๆกระทั่งผมสักเส้นเดียว..."



    จุดจบของผู้ที่สยบนักรบซามูไรได้อย่างราบคาบ ช่างน่าเศร้าเสียนี่กระไร หรือเป็น ผลกรรมตามสนองจากการที่เขาได้เข่นฆ่าอย่างทารุณ ต่อสมณะนักสู้ในพระพุทธศาสนา... หรือซามูไรรุ่นสุดท้ายนั้นเอง

    ที่มา http://atcloud.com/stories/81405

    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pone123 : 25th December 2011 เมื่อ 23:06

  2. รายชื่อสมาชิกจำนวน 25 คนที่กล่าวขอบคุณ:


  3. #2
    ชอบโพสต์เป็นชีวิตจิตใจ
    วันที่สมัคร
    Oct 2011
    กระทู้
    216
    กล่าวขอบคุณ
    988
    ได้รับคำขอบคุณ: 105
    การตายเยี่ยงวีรบุรุษในสงครามนั้น เป็นจุดหมายอันทรงเกียรติสูงสุด!
    หล่ออะ

  4. #3
    ถูกระงับใช้งาน (Banned)
    วันที่สมัคร
    Sep 2011
    กระทู้
    191
    กล่าวขอบคุณ
    590
    ได้รับคำขอบคุณ: 184
    โนบุนากะ มีหลายตำนานนะครับ บางคนก็ว่าเค้าเป็นคนฉลาด คิดแผนกลยุด วิธีได้ดี

  5. #4
    ชอบโพสต์เป็นชีวิตจิตใจ
    วันที่สมัคร
    Jul 2011
    กระทู้
    415
    กล่าวขอบคุณ
    163
    ได้รับคำขอบคุณ: 238
    อยากมีดาบซามูไรซักเล่มจัง

  6. #5
    เด็กคุณBlitzค่ะXD
    วันที่สมัคร
    Sep 2011
    กระทู้
    679
    กล่าวขอบคุณ
    324
    ได้รับคำขอบคุณ: 322
    เท่ๆ อยากได้ดาบมันจริงๆ -w-+

  7. #6
    ชอบเกรียนเป็นชีวิตจิตใจ
    วันที่สมัคร
    Jul 2011
    กระทู้
    1,291
    กล่าวขอบคุณ
    774
    ได้รับคำขอบคุณ: 562
    ซามูไรต่อสู้ทั้งบนบกและในน้ำ -*-

  8. #7
    ถูกระงับใช้งาน (Banned)
    วันที่สมัคร
    Jul 2011
    ที่อยู่
    Thrones
    กระทู้
    1,745
    กล่าวขอบคุณ
    41
    ได้รับคำขอบคุณ: 5,032
    Blog Entries
    2
    การาสุเทนโง นี่มันปีศาจนกสีดำ แห่ง นูระแคลน ! ที่จริงก็ตำนานจริงๆอะนะ เท่มาก

  9. #8
    ชอบดูไม่ชอบโพสต์
    วันที่สมัคร
    Dec 2011
    กระทู้
    57
    กล่าวขอบคุณ
    35
    ได้รับคำขอบคุณ: 16
    สุดยอดเลยพี่ ความรู้เป็นกระตักเลย

  10. #9
    ชอบดูไม่ชอบโพสต์
    วันที่สมัคร
    Aug 2011
    กระทู้
    89
    กล่าวขอบคุณ
    21
    ได้รับคำขอบคุณ: 42
    หวังว่าคงไม่มี ธนูปักเข่า มาถึงนี้

  11. #10
    ชอบโพสต์เป็นชีวิตจิตใจ
    วันที่สมัคร
    Jul 2011
    ที่อยู่
    fox6000.php
    กระทู้
    2,163
    กล่าวขอบคุณ
    4,975
    ได้รับคำขอบคุณ: 5,898
    อ้างถึง กระทู้ต้นฉบับโดยคุณ Makomiku อ่านกระทู้
    หวังว่าคงไม่มี ธนูปักเข่า มาถึงนี้
    ปักหัวเถอะนะ - - ตายเลย


 

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •  
Back to top